|
|
|
กระดานเสวนา |
|
| ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน |
๑. ขอเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
๒. ทรงเป็นนักประชาธิปไตย
๓. ทรงเป็นศิลปินของปวงชนชาวไทย
๔. ทรงเน้นให้ราษฎรปลูกป่าลดภาวะโลกร้อน
๕. ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาราษฎร
๖. ทรงห่วงใยราษฎรทุกหมู่เหล่า
๗. ขอพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงประชา
๘. ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง
๙. ทรงส่งเสริมการกีฬา
๑๐. ขอพระองค์ทรงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
๑๑. ขอพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์คู่บัลลังก์ชาติไทยตลอดไป
๑๒. ขอพระองค์ทรงพระปรีดิ์เปรมเกษมศานต์ประทับอยู่คู่ฟ้าวิชาชาญ
๑๓. ขอพระองค์ทรงสุขเกษมสำราญ
๑๔. ขอพระองค์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป
๑๕. ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
๑๖. พระองค์ทรงเป็นผู้นำตามแนวพระราชดำริให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาท ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
๑๗. ด้วยความจงรักภักดี
๑๘. พระองค์ทรงเป็นนักพัฒนา
๑๙. ในหลวงทรงเป็นนักกวีที่ยิ่งใหญ่
๒๐. ในหลวงคือพระเจ้าแผ่นดิน
๒๑. พระองค์คือผู้ทรงไว้ด้วยทศพิศราชธรรม
๒๒. ทรงสอนให้คนไทยไม่ประมาท
๒๓. ขออยู่ใต้ร่มพระบามีของพ่อหลวง
๒๔. เทิดพระเกียรติสักการะด้วยดวงใจ
๑๕. เป็นลูกที่ดีของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยความภักดี ตลอดไป
๒๖. เราโชคดีมากที่เกิดมาในเมืองไทยที่มีพระองค์เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร
๒๗. พระมหากษัตริย์ ที่พรั่งพร้อมด้วย ทศพิธราชธรรม
๒๘. พ่อเป็นภูมิพลัง ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
๒๙. พระปรีชาสามารถกว้างสกลไกร ไพรัชเทศประจักษ์ใจทั่วด้าว
๓๐. โอ้พระทองของข้าบาท เสวยราชย์เพื่อราษฎร์เย็น เสด็จบุกดับทุกข์เข็ญ แก่ราษฎร์ทั่วพสุธา
๓๑. ชาติไทยร่มเย็นอยู่ได้ ก็เพราะพระบารมีของพระองค์ท่าน
๓๒. รักในหลวง ห่วงสถาบัน จงช่วยกันเทิดทูน
๓๓. พระองค์ทรงเปรี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ชาวประแซ่ซ้องสรรเสริญ
๓๔. ขอพระองค์จงทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
๓๕. ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานามัยแข็งแรง มีแต่ความปิติในพระราชหฤทัยสืบไป
๓๖. ชาติไทยพ้นวิกฤติมาได้หลายครา ด้วยพระบารมีล้นเกล้า
๓๗. พระบารมี แผ่ปกคุ้มไพศาล เปรียบสายธาร อมฤตหล่อหล้า ดั่งแสงทอง นำทางชาวประชา เหล่าข้าพระพุทธเจ้าขอสดุดี
๓๘. ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักรักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
๓๙. พระองค์ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรทุกพื้นที่ของประเทศไทย
๔๐. สัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทยคือสถาบันพระมหากษัตริย์
๔๑. ทรงส่งเสริมอาชีพเกษตรกร
๔๒. ทรงเป็นนักประชาธิปไตย
๔๓. ทรงส่งเสริมการศึกษา
๔๔. ทรงส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์
๔๕. ทรงมีโครงการต่อต้านยาเสพติด
๔๖. ทรงห่วงใยราษฎรทุกหมู่เหล่า
๔๗. ทรงเป็นนักประชาธิปไตย
๔๘. ทรงสอนให้ทุกคนเป็นคนดี
๔๙. ทรงช่วยเหลือผู้ยากไร้
๕๐.ทรงช่วยเหลือผู้ป่วย
๕๑. ทรงแก้ปัญหาน้ำท่วมใน กทม.
๕๒. ทรงให้แนวทางแก้ปัญหาจราจร
๕๓.ทรงห่วงใยราษฎรทุกหมู่เหล่า
๕๔.ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม
๕๕.ขออยู่ใต้ร่มพระบารมีของพ่อหลวง
๕๖.ทรงเป็นแบบอย่างไปทั่วโลก
๕๗. ทรงเป็นนักประชาธิปไตย
๕๘.ทรงสอนให้ทุกคนเป็นคนดี
๕๙.ทรงช่วยเหลือผู้ยากไร้
๖๐.ทรงเป็นแบบอย่างแก่ปวงชนชาวไทย
๖๑. ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือคนยากจน
๖๒. ทรงตั้งโครงการพระราชดำริบำบัดน้ำเสีย
๖๓. ทรงแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม และปัญหาแห้งแล้ง
๖๔. ทรงลำบากพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทย
๖๕.ข้าพเจ้าจะเชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ปลูกต้นไม้ถวายในหลวง
๖๖.ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
๖๗.ทรงเป็นนักประดิษฐ์
๖๘.ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือคนยากจน
๖๙.ช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่าง ๆ
๗๐.ทรงเป็นนักวิจัย
๗๑.ทรงเป็นสถาบันหลักของชนชาวไทย
๗๒.ทรงไม่ทอดทิ้งประชาชน
๗๓.ทรงตั้งโครงการพระราชดำริบำบัดน้ำเสีย
๗๔.ทรงส่งเสริมการเลี้ยงโคนม
๗๕.ทรงอนุรักษ์สัตว์ป่า และป่าไม้
๗๖.ทรงเป็นแบบอย่างแก่ปวงชนชาวไทย
๗๗.ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม
๗๘.ทรงช่วยเหลือผู้ยากไร้
๗๙.ทรงเป็นแบบอย่างแก่ปวงชนชาวไทย
๘๐.ดำริให้ปลูกป่าเพื่อรักษาน้ำ
๘๑.ข้าพเจ้าจะไม่เสพสิ่งเสพติดทั้งปวง
๘๒. พัฒนาการเกษตรแทนการปลูกฝิ่น
๘๓.ทรงพัฒนาแหล่งน้ำ
๘๔. ทรงให้แนวทางในการแก้ปัญหาจราจร
๘๕.ขออยู่ใต้ร่มพระบามีของพ่อหลวงตลอดไป
๘๖.ทรงเน้นให้ราษฎรปลูกป่าลดภาวะโลกร้อน
๘๗.ทรงเป็นแบบอย่างแก่ปวงชนชาวไทย
๘๘.ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม
๘๙.ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือคนยากจน
๙๐.ทรงลำบากพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทย
๙๑. ทรงแจกถุงยังชีพเมื่อราษฎรประสบภัย
๙๒. ทรงสถิตในดวงใจไทยทั้งชาติ
๙๓. ทรงแก้ปัญหาน้ำท่วม
๙๔.ทรงเป็นผู้เสียสละเพื่อชาวไทย
๙๕.เสด็จเยือนต่างประเทศเพื่อสัมพันธไมตรี
๙๖.สนับสนุนให้ราษฎรรักษาป่า แม่น้ำลำธาร
๙๗.บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมี
๙๘.ทรงเสด็จทุกที่ที่มีความเดือดร้อน
๙๙.ทรงทำนุบำรุงพระศาสนา
๑๐๐.ทรงสร้างความสามัคคีของคนในชาติ
|
|
regt6 101.51.3.255 [ วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09:21 น. ] |
| |
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับพลังงานทดแทน น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ .โครงการพัฒนาพลังงานทดแทนโดยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซลเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก กำลังผลิตวันละ ๑๑๐ ลิตร ที่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส
การทดลองใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยทดลองใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ ที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ (R.B.D.palm olein) เป็นน้ำมันที่สกัดจากผลปาล์มตามกรรมวิธีสะอาด ใช้ปรุงอาหารรับประทานได้ ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้จึงนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปั้มและหัวฉีดน้ำมันที่ผลิตมาด้วยงานละเอียด จากผลการทดลองพบว่า ไม่มีผลกระทบใด ๆ ในทางลบกับเครื่องยนต์ดีเซล
น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ร้อยละ ๑๐๐ โดยปริมาตรสามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่ต้องผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ หรืออาจใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลใน+++ส่วนน้ำมันปาล์มต่อน้ำมันดีเซลน้อยตั้งแต่ร้อยละ ๐.๐๑ ไปจนถึง ๙๙.๙๙ ก็ได้เช่นกัน
การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ทำให้เพิ่มกำลังแรงบิดให้กับเครื่องยนต์ ลดมลพิษในไอเสียของเครื่องยนต์เพิ่มการหล่อลื่น ทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานได้นาน ประหยัดเงินตราในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลได้บางส่วน ช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกใหม่ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถปลูกทดแทนได้
จากผลสำเร็จดังกล่าว วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ยื่นจดสิทธิบัตร ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือ "การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล" สิทธิบัตรเลขที่ 10764
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้จัดส่งผลงานในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติชื่องาน "BRUSSELS EUREKA 2001" ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ผลงานการคิดค้น ๓ ผลงานของพระองค์ คือ "ทฤษฎีใหม่" "โครงการฝนหลวง" และ " โครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม" ได้รับเหรียญทอง ประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ พร้อมถ้วยรางวัล ในงานดังกล่าว ล้วนเป็นผลงานการคิดค้นแนวใหม่ในการพัฒนาประเทศ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่ประชาชนชาวไทยทั้งมวล
|
| โดยคุณ ใบบัว 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
ความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง
...แต่มาเงยดู มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มี มีหนังสือเคยอ่านหนังสือ ทำได้...
โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยาก ของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม อันเนื่องมากจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่างคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไปหรือหมดเร็วกว่าปกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในฤดูฝน จากพระราชกรณียกิจ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร ในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอนับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติจนตราบเท่าทุกวันนี้ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้งได้ทวีความถี่และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติแล้ว การตัดไม้ทำลายป่า ยังเป็นเหตุให้สภาพแวดล้อมทางงธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฏรในทุกภาคของประเทศ ทำความเสียหาย แก่เศรษฐกิจรวมของชาติเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
ตามเส้นทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศดังกล่าวทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกัน จนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดค้นคำนึงว่า
น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพราะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรงสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนตกได้ อย่างแน่นอน
ตามที่ทรงเล่าไว้ใน RAINMAKING STORY จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมาทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัยจึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น ในปีถัดมาและทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฎิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้
การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๑๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการสนองพราะราชประสงค์ ม.ร.ศ.เทพฤทธิ์ เทวกุล จึดได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปีเดียวกันนั้นเองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฎิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุลเป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฎิบัติการทดลองเป็นคนแรก และเลือกพื้นที่บนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรกโดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice solid หรือ carbondidxide) ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ ในเวลาอันรวดเร็วและเคลื่อนตัวตามทิศทางลม พ้นไปจากสายตา ไม่สามรถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
|
| โดยคุณ ใบบัว 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:18 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
"ฉันสนใจงานชลประทานมาตั่งแต่เล็ก"
พระราชดำรัสอันแสดงถึงความสนพระราชหฤทัยในงานชลประทานนับตั่งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน หลังจากได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้วใน พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงานชลประทานต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลแร้นแค้น อยู่นอกเขตการพัฒนาตามแผนปกติของทางราชการทรงทำหน้าที่ประมุขของชาติอย่างมิได้ทรงย่อท้อหรือเหนื่อยหน่ายพระราชหฤทัยในการช่วยรัฐบาลส่งเสริมพัฒนาแหล่งน้ำให้ราษฎรที่ยากจนขาดแคลนน้ำ ได้มีน้ำใชั้สนองการยังชีพขึ้นพื้นฐาน มีน้ำใช้ทำการเกษตรได้อย่างพอมีพอกิน และให้การสนับสนุนต่อไปจนถึงขึ้นมีกินมีใช้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสให้จัดตั้งโครงการต่างๆ ขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ที่การพัฒนาของทางราชการยังกระจายไปไม่ถึงด้วยหลักการให้ประชาชนมีส่วนได้รู้จักการช่วยเหลือตนเองและทำงานกันเป็นหมู่คณะ โครงการของพระองค์ เรียกว่า
โครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
|
| โดยคุณ ใบบัว 3 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
พระราชสมัญญา .พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จค้นสืบราชสันติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลา ๖๑ ปี ที่พระองค์ทรงดำรงฐานะเป็นพระประมุขของชาติ เป็นระยะเวลาการครองราชย์ ที่ยาวนานกว่ามหาราชาองค์ใดในโลกและบูรพกษัตริย์ องค์ใดในสยามประเทศ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับการอยู่เป็นนิจ ด้วยหวังให้พสกนิกรถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ ตั้งแต่สมัยเมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติ ดังพระปฐมบรมราชโองการ ที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อครั้งพระราชพิธี บรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดพระองค์หนึ่ง พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมาย ทั้งในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการกีฬา พระราชกรณียกิจหลักของพระองค์คือ การยกระดับสภาพความเป็นอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่ต่างๆ พร้อมทอดพระเนตรสภาพปัญหาในท้องที่เหล่านั้น พระองค์จะใช้เวลาส่วนใหญ่ ในแต่ละปีเสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานไปประทับ แรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ และจะทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนิน เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่ เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง
ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ถึงพร้อมทั้งความบริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นช่วงที่พสกนิกรชาวไทยอยู่ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี ด้วยพระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถของพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน ชาวไทยจึงทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาต่างๆ จากรัฐบาล หน่วยงาน และพสกนิกรชาวไทยและชาวโลก
|
| โดยคุณ ใบบัว 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้น เริ่มแต่ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จนิวัติพระนครจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่อง " เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์" ความตอนหนึ่งทรงบรรยายว่า ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์ซึ่งแล่นฝ่าฝูงชนไปนั้น ทรงได้ยินเสียงราษฎรผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "อย่าละทิ้งประชาชน" ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะตอบราษฎรผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนได้อย่างไรได้"
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า " เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จากนั้นจนกาลเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ได้พิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ทรงยึดถือ "ธรรม" เป็นหลักในการปฏิบัติพระราชภารกิจตลอดมา จนเป็นผลให้เกิดความมั่นคงและความอยู่รอดปลอดภัยของประชาชนชาวไทยดัง ปรากฏชัดในปัจจุบัน กล่าวได้ว่า "การครองแผ่นดิน" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงมุ่งมั่นไปที่การพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นหลัก โดยมิได้ทรงคำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา อาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีแผ่นดินใดในพระราชอาณาจักรที่พระองค์ท่านไม่เคยเหยียบย่างพระบาทไปถึง เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง โดยเริ่มต้นตั้งแต่พระองค์เสด็จนิวัติคืนสู่พระมหานครเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นมา กิจกรรมแรกซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มของโครงการพระราชดำริต่างๆได้แต่ โครงการสร้างถนนเข้าไปสู่หมู่บ้านห้วยมงคลอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ในช่วงที่เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักไกลกังวล และโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับแหล่างน้ำแห่งแรกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
พระราชดำริในการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงยึดหลักการพัฒนาให้เกิดการพึ่งตนเองได้ของชาวชนบทเป็นหลัก ซึ่งการที่ราษฎรในชนบทจะสามารถพึ่งตนเองได้นั้น ทรงเน้นการพัฒนา ๒ ประการ
ประการแรก ได้แก่ การสร้างความแข็งแรงให้ชุมชนด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จำเป็นต่อการผลิต อันจะเป็นรากฐานนำไปสู่การพึ่งตนเองในระยะยาว โครงการพื้นฐานที่สำคัญคือแหล่งน้ำ เพราะแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะที่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำฝนได้มีโอกาสผลิตตลอดปี การผลิตตลอดปีเป็นเงื่อนไขข้อแรกที่จะทำให้ชุมชนพึ่งตนเองในเรื่องอาหารได้ระดับหนึ่ง เมื่อชุมชนแข็งแรงพร้อมแล้วก็อาจมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นการเตรียมชุมชนให้มีความแข็งแรงพร้อมอย่างเป็นขั้นตอนเช่นนี้ทรงเรียกว่า การระเบิดจากข้างใน"
ประการที่สอง ได้แก่ การส่งเสริมหรือสร้างเสริมสิ่งที่ชาวบ้านทรงเห็นว่า ชาวชนบทควรจะมีความรู้ในเรื่องการทำมาหากิน การทำการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ไปสู่ชนบทจะต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเป็นขบวนการเดียวกันเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ชาวบ้านรับได้และสามารถนำไปปฏิบัติอย่างได้ผลแท้จริง แนวทางในการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงตระหนักในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ดังพระราชดำรัสความว่า การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยาคือ นิสัยใจคอของคน เราจะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำเราเข้าไป ไปช่วยโดยที่จะดัดเขาให้เข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้วเราไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจ หลักการของการเข้าไปพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ในการพัฒนาชนบทนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามในเรื่องที่จะถนอมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนเคยอยู่ในอดีตอย่างมีความ สุขมาตลอดพระองค์ทรงพยายามชี้ให้ชาวบ้านและหน่วยราชการได้รู้ถึงผลของการไปทำลายสิ่งต่างๆ จนกระทั่งต้องเผชิญกับความทุกข์ที่ตัวเองก่อขึ้นมาเป็นต้นว่าการตัดถนนในป่า พระองค์ท่านไม่ทรงโปรดให้ตัดต้นไม้ แต่พยายามให้ถนนคดเคี้ยวเพื่อหลีกเลี่ยงต้นไม้ให้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องตัดตรงแนว ทรงโปรดให้เป็นเส้นทางธรรมชาติ นอกจากทรงทะนุถนอมสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแล้ว ยังทรงพยายามที่จะถนอมขนบธรรมเนียมประเพณีและระบบการศึกษาดั้งเดิมซึ่งได้วางรากฐานของคนมาในระดับหนึ่งด้วย
ในการวางโครงการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์มิได้ทรงมุ่งหวังที่จะให้เกิดผลรวดเร็วทันใจ แต่ทรงยึดหลัก 3 ประการ ประการแรก คือ การค่อยเป็นค่อยไป ประการที่สอง คือ โครงการต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและภูมิประเทศ สิ่งใดที่ขัดกันก็ไม่ควรทำ และประการที่สาม คือ การพัฒนาโดยอาศัยชาวบ้านแนะนำเสนอสิ่งที่มีประโยชน์ให้ชาวบ้าน ชาวบ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจซึ่งจะทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสูงสุด
จึงเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยงานพัฒนาเกือบทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนและที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น โดยทรงยึดหลักการและแนวทางปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณที่ลึกล้ำยิ่ง
ปัจจุบันนี้ โครงการพระราชดำริมีจำนวนมากมายครอบคลุมการพัฒนาหลายประเภทหลายสาขา เช่น ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทาน การเกษตร การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดและพัฒนาที่ดิน การพัฒนาการคมนาคม พัฒนาสาธารณสุข การศึกษา การวิจัย และการสงเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากโครงการพระราชดำริในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรงแล้ว ยังมีโครงการใหญ่ในระดับรัฐบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้รัฐบาลดำเนินการในภาคต่างๆ ของประเทศ ในลักษณะของการรวมแผนการพัฒนาของหน่วยต่างๆ มาประสานเป็นโครงการเดียวกันเพื่อลดงานที่ซ้ำซ้อน และเพื่อให้ประชาชนได้รับผลการพัฒนาที่สูงสุดเป็นหนึ่งเดียว โครงการดังกล่าวซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ได้แก่ โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (โครงการอีสานเขียว) และโครงการพัฒนาเพื่อความหวังใหม่ของชาวไทยใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฮารัปปันบารู) ซึ่งจะได้นำรายละเอียดของโครงการทั้งสองมาเสนอไว้ในลำดับต่อไ |
| โดยคุณ ใบบัว 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
พระวิริยะบารมีปกเกล้าฯ แก้ปัญหากรุงเทพฯ รถติด
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี ๒๕๓๑-๒๕๓๘ ยิ่งทำให้ปัญหาจราจรยิ่งทวีความรุนแรง อาจเป็นเพราะประชาชนมีสถานะทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมีการใช้เงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากขึ้นรวมไปถึงรถยนต์ประกอบกับกรุงเทพฯ ไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกและมีประสิทธิภาพเพียงพอเป็นทางเลือกให้ใช้ ประชาชนที่มีรายได้ในระดับดีจึงนิยมใช้รถยนต์กันต่อไป เห็นได้จากจำนวนรถยนต์จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก ๑,๖๓๕,๑๖๙ คัน ในปี ๒๕๓๑ เป็น ๓,๕๔๐,๐๘๒ ในปี ๒๕๓๘
ปัญหาจราจรได้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตมลพิษ จากท่อไอเสียส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สำนักงานคณะกรรมการการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.)ประเมินว่า ในปี ๒๕๓๘ มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากปัญหาจราจรสูงถึงประมาณ ๙๑,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งออกเป็นความสูญเปล่าทางเชื้อเพลิง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท การซ่อมบำรุงและรักษาเครื่องยนต์ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และความสูญเปล่าของเวลา ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหาจราจรเพื่อผ่อนคลาย ความทุกข์ร้อนของชาวกรุงเทพฯ โดยทรงรับข้อมูลข่าวสารด้านการจราจรของกรุงเทพฯ จากหลายแห่ง เช่น หนังสือพิมพ์ ข่าวสารจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือรูปถ่าย ทางอากาศ อีกทั้งฟังการรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานต่างๆ และบ่อยครั้งที่พระองค์ได้ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรการจราจรในยามดึก รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยทางเฮลิคอปเตอร์ทอดพระเนตรเส้นทางการจราจรและการจัดระเบียบเส้นทางจากมุมสูงซึ่งจะช่วยให้พระองค์ มองปัญหาในภาพรวมได้อย่างชัดเจนจากนั้นก็จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อ หาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยทรงทดลองความเป็นไปได้ของแนวทางต่าง ๆ ในทุกแง่ทุกมุมที่อาจเกี่ยวข้องพร้อมทั้งหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบ พระบรมราชวินิจฉัยหรือแม้กระทั่งการเขียนแบบร่างด้วยพระองค์เองแล้วจึงพระราชทานแนวพระราชดำริแก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปดำเนินการในรูปโครงการต่าง ๆ ต่อไป
กรุงเทพมหานครได้มีโอกาสน้อมรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาดำเนินการหลายโครงการ
ทั้งโครงการที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นและ
โครงการที่เป็นการแก้ปัญหาเป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
โครงการที่เป็นการพัฒนาเส้นทางจราจรให้เป็นโครงข่ายต่อเนื่องและสอดคล้องกัน ทั้งถนนสายหลักสายรองในเมือง ทางด่วน ไปจนถึงถนนอ้อมเมืองหรือถนนวงแหวนรอบนอก ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาจราจรกรุงเทพฯ ทั้งระบบและที่สำคัญโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการเป็นการแก้ปัญหาตามสภาพความเป็นจริง
"โครงการพระราชดำรินี้คืออะไร ก็คือการที่จะให้รถแล่น อันนี้พูดอย่างนี้ อาจพูดเหมือนกำปั้นทุบดิน ว่าการจราจรมันก็ต้องแล่น ถ้าจราจรมันไม่แล่น มันก็ "อจร" ไม่จรแต่ว่าให้รถแล่นนั้น มีความเข้าใจผิดว่ารถต้องแล่นเร็ว ถึงจะจราจรคล่องแคล่ว บางทีเขาก็รายงานถนนดีมาก รถแล่นวิ่ง ถามเขาว่าวิ่งเท่าไร เขาบอกว่าวิ่ง ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๙๐ หรือ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นไม่ใช่การจราจรที่ถูกต้อง ในเมืองควรจะวิ่งอย่างมากที่สุด ๖๐ แต่ว่าที่เป็นไป ถ้าไม่ใช่ ๘๐ ก็ศูนย์ ความจริงที่จะแล่นแม้จะแล่นเพียง ๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พอ ทำให้เดินทางมาได้ ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง เขามาได้ ๑ ชั่วโมงก็พอทนคือถ้าวิ่ง ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันนี้เป็นหลักที่ไม่มีใครคิด เป็นหลักที่ไม่มีใครย้ำฉะนั้นโครงการพระราชดำรินั้น ก็คือ ให้รถพอแล่นได้ไม่คั่งไม่ศูนย์กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้พอไป ให้พอไป"
๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๘
"สร้างทางในที่ยังไม่มีทาง อันนี้เกิดขึ้นที่ใกล้สถานีบางกอกน้อยระหว่าง สถานีบางกอกน้อย คือ ปลายถนนอิสรภาพเชื่อมกับถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงนั้นเป็นที่ของการรถไฟเป็นที่ลุ่มมีทางเดินเข้าไปไม่ทะลุแล้วก็ขลุกขลัก"
|
| โดยคุณ ใบบัว 6 101.108.211.192 [ วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1 |
|
|
|
| |
|
|
|
|
| |
|
|
องค์การบริหารส่วนตำบลเสือหึง
หมู่ที่3 ตำบลเสือหึง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
80190
โทร 0-7580-9247
Copyrights © 2006 - 2010
WWW.SAERHUNG.GO.TH,
All rights Reserved
ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ อีเมล : [email protected] |
|
|
|
|
|